หนังใหม่ เอหิปัสสิโก ‘Come and See’ ศาสนาและความเชื่อ กับประเด็นร้อนทางสังคม

หนังใหม่ เอหิปัสสิโก Come and See เป็นภาพยนต์สารคดี ในการนำเสนอมุมมอง ของวัดพระธรรมกาย กับดคีความ และการสะท้อนความเป็นจริงจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายศรัทธาอันแรงกล้า ที่ยืนหยัดคู่กับเจ้าอาวาสวัด และอีกฝ่ายที่อยู่ในส่วนที่ตรงกันข้าม ซึ่งหนังเรื่องนี้ กำกับโดย ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’ คือผู้กำกับซึ่งเคยมีผลงานสารคดี ‘2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว’ ซึ่งคุณไก่ ได้ทำหนังเรื่องนี้ เพื่อสะท้อนในรูปแบบสารคดี ที่นำเสนอในทุกมุมมอง ในฐานะสื่อกลางในการนำเสนอ

‘เอหิปัสสิโก’ หรือ ‘Come and See’ ที่ตัวชื่อแปลได้ว่า ‘จงมาดูเถิด’ หนังที่นำเสนอข้อถกเถียงทางสังคม ว่าด้วยประเด็น ‘วัดพระธรรมกาย’ ซึ่งผู้กำกับหนังสารคดีคนเก่ง คุณไก่ ณัฐพล ได้กล่าวไว้ว่า หนังเนื่องนี้ ได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อ เป็นแกนหลักของหนัง และเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างจะอ่อนไหว ทั้งการเมือง และศาสนา ไม่ตัดสินใจความเชื่อนั้น แต่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆออกมา ในรูปแบบสารคดี

ในการนำเสนอเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ เป็นหนังสารคดี ที่เป็นตัวกลาง ไม่มีการเอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เป็นการสะท้อนภาพให้เห็นถึงฝั่งทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งที่ศรัทธาในวัด และฝั่งที่ต่อต้าน รวมไปถึงฝั่งนักวิชาการที่มีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ที่มาตั้งข้อสังเกตต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานความเชื่อ ความศรัทธา และหาคำตอบถึงบทบาทของศาสนาและความเชื่อในสังคมไทย

รีวิวหนัง
สำหรับหนังเรื่องนี้ ก็เป็นเสมือนจุดสะท้อน ที่เราต้องตั้งคำถามตนเองก่อนว่า ก่อนะที่จะชมหนังเรื่องนี้ คุณรู้จักกับวัดพระธรรมกาย มากแค่ไหน สำหรับคนรีวิว คือ เป็นศูนย์เลย สิ่งที่ได้รับคือ การที่สื่อ ได้ให้ข่าว และกระแสสังคมคนภายนอก ได้กรอกหู ว่าวัดนี้ เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และที่เป็นกระแสหนักๆคือ เหตุการณ์ในปี 2560 เมื่อพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทำให้ภาพในหัวเราคือ ติดลบมากถึงมากสุดกับวัดนี้

แต่พอได้มาชมภาพยนต์เรื่องนี้ ขอบอกเลยว่า ไม่เคยคิดว่า หนังสารคดี จะนำเสนอได้น่าชม และตื่นเต้น ให้เราได้คิดต่อ ได้มากกว่า หนังเรื่องปกติ เสียอีก ทั้งๆที่ เป็นแค่การสัมภาษณ์ การบอกเล่าเรื่องราว ที่เป็นจริง ไม่ได้มีสคริป ทั้งฝั่งของชาววัดพระธรรมกาย และฝั่งต่อต้านวัด รวมไปถึง นักวิชาการที่ออกมาให้ความเห็นในประเด็กต่างๆ ทำให้หนังเรื่องนี้ น่าดู และน่าติดตาม ไปจนจบเรื่องเลยทีเดียว

การนำเสนอ ทางฝั่งของวัดพระธรรมกาย ที่มีความเลื่อมใสศรัทธรา ต่อคำสอนของวัด ของพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสของวัด ก็สะท้อนให้เราเห็นถึงพลังของความศรัทธา ที่มีต่อวัดพระธรรมกายและคำสอน อย่างแรงกล้า และความเชื่อต่างๆ ที่นำมาสู่การกระทำที่เชื่อว่า ทำดีแล้วได้ไปสวรรค์ ทำบุญแล้วได้ไปสวรรค์ ส่วนทำบุญมาก หรือทำบุญน้อย ก็มีการพูดถึงในหนังด้วย ก็เป็นอีกมุมหนึ่ง

รวมไปถึง ความเชื่อ ที่เชื่อว่า ต้องทำความดี ทำความสะอาดวัด ทำความสะอาดห้องน้ำของวัด ให้สะอาด โดยไม่ได้รังเกียจ และทุกคนอยู่ในกิริยาที่เรียบร้อย สะอาดตา การรวมกลุ่มกันของคนที่ในการทำบุญ ทำความดี การนั่งสมาธิ การใส่บาตรพระ ทำให้เราได้เห็นภาพเหล่านั้น ทั้งๆที่เราเป็นชาวพุทธ และได้ไปร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ในวัดต่างๆ แต่ก็ไม่เคยเห็นภาพเหล่านั้น มันช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

หนังใหม่
และในอีกทางหนึ่ง ของฝ่ายต่อต้าน ก็มีการสัมภาษณ์ ถึงความคิดเห็น ในแง่ลบต่างๆ ที่มีต่อวัดพระธรรมกาย ทั้งการสัมภาษณ์ฺต่ออดีตศิษย์ลูกวัด ที่ออกมาต่อต้าน และการสัมภาษณ์คนภายนอก ต่อทัศนคติที่มีต่อวัด มุมมองความเชื่อต่อวัดนี้ ที่เป็นมารศาสนา เป็นลัทธิที่ลึกลับ ดูน่ากลัว และมีมนต์ดำ การได้รับฟังข่าวเกี่ยวกับวัดนี้ จากสังคม และข่าวในแง่ลบต่างๆ ส่งผลต่อความคิด และอคติในสิ่งที่รับรู้มาว่า ต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และเชื่อว่าวัดนี้เป็นวัดที่ไม่น่าเข้า ไม่น่าศรัทธา

หนังยังคงมีความคิดเห็นของกลุ่มนักวิชาการ ต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นประเด็น เช่นการรับบริจาค คำสอนในพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้า การไปถึงซึ่งนิพพาน การได้ขึ้นสวรรค์ และคำสอนอื่นๆ ของพระธัมมชโย

สุดท้ายของหนัง ยิ่งดูยิ่งเข้มข้น ก็จะไปถึงการบุกจู่โจม ของ DSI ที่เข้ามาเพื่อจะจับพระธัมมชโย และการนั่งขวางการจับกุม ของกลุ่มลูกศิษย์ในวัด และพระลูกวัด เพื่อปกป้องท่าน ความศรัทธาที่มีต่อท่าน ทำให้การจับกุมไม่สำเร็จ และยังเป็นคดีความอยู่

สปอยหนัง
สำหรับหนังเรื่องนี้ จัดเป็นหนังสารคดี ที่นำเสนอในหลายแง่มุม ต่อวัดพระธรรมกาย ทั้งในด้านผู้ที่ศรัทธา และผู้ที่ต้อต้าน ซึ่งหนังทำให้เรารับรู้ได้ว่า ผู้กำกับได้นำเสนอในความเป็นกลางของการนำเสนอ ไม่เอนเอียง คนดูต้องไปดู และจะรับรู้ได้ว่า เราจะได้คิดตามสิ่งต่างๆ ที่เราได้เห็น และได้ฟัง จากการสัมภาษณ์ ไปในแนวต่างๆ

ทำให้เรา ได้รับรู้เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายมากขึ้น จากเดิมที่เราไม่รับรู้เลย หรือไม่เคยรู้กันเลย ต้องยอมรับว่า วัดใหญ่มาก แม้เราจะเคยเห็นในข่าวที่ผ่านมาแล้วก็ตาม แต่พอมาดูในหนัง กลับทำให้เราเริ่มมีความรู้สึก อยากรู้จักวัดนี้ เข้าไปอีกว่า จริงๆแล้ว เป็นอย่างไรกันแน่

คำสอนเกี่ยวกับเรื่องทำบุญ แม้จะมีบางฉาก ที่บอกว่า พวกเขาศรัทธา และเชื่อว่า ยิ่งทำบุญเยอะ จะได้ไปสวรรค์ อันนี้ จะมองไปว่า หากทำไปแล้วไม่เดือดร้อน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ถ้าทำแล้วทำให้ตนเอง และครอบครัวเดือดร้อน ก็น่าจะต้องพิจารณากันมากขึ้นหรือเปล่า หรือเรียกว่า ต้องมีสติ แต่ในหนัง ก็สะท้อนให้เห็นว่า คนทำบุญน้อยๆ ก็มี เรียกว่าตามกำลังศรัทธา ก็ว่าได้ แต่จะว่าไปอีกนะแหละ เรื่องการทำบุญ เราก็เห็นกันแทบจะทุกวัดที่เราไปอยู่แล้วด้วยนะ ไม่รู้สิ รู้สึกว่า มันก็ขึ้นอยู่กับเราหรือเปล่า ที่จะทำหรือไม่ทำ เชื่อหรือไม่เชื่อ

ดูหนังไทย
อย่างประเด็น ของการบริจาค ในหนัง ก็มีการสัมภาษณ์ คนที่บริจาคสิบล้าน และเขาก็ศรัทธาที่จะทำ อาจเป็นเพราะเขามีมาก และอยากทำตามกำลังที่เขามี แต่ก็มีคนที่มีบ้านหลายหลัง แล้วต้องขายบ้านไปสามหลัง เพื่อจะไปสร้างเจดีย์ จนเขาต้องเดือดร้อน จะเรียกว่าเป็นการหลอกลวงหรือเปล่า หรือเป็นการศรัทธาจนเกินไปหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นในมุมมองเสรีภาพ เขาก็ทำได้หรือเปล่าเป็นทรัพย์ของเขา

ฉากของกลุ่มลูกศิษย์ ตื่นเช้ามาทำความดี ก็จะมีคำสอน ของเจ้าอาวาสว่าทำอะไร ได้ความดีอะไร และทุกคนก็ทำความสะอาดห้องน้ำ ความสะอาดวัด ด้วยความสุข ไม่รังเกียจ มันสะท้อนให้เราเห็นในเรื่องของความศรัทธา และความเชื่ออย่างแรงกล้า ที่เขาจะได้บุญ มันทำให้เรา ได้มองเห็นอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยเห็น แต่เราก็มองว่า ความเชื่อมันวัดไม่ได้ มองไม่เห็น ถ้ามากไป ถึงขนาดต้องเอาชีวิตเพื่อปกป้อง พระธัมมชโย ด้วยชีวิตของตนเอง ก็เรียกว่า เป็นความเชื่อที่มากล้นเลยก็ว่าได้

การถ่ายทำของหนังเรื่องนี้ ต้องยอมรับ ภาพที่มีพระหลายรูปมานั่งโกนหัว มีลูกศิษย์มากมาย มาสวดมนต์พร้อมกัน มันช่างดูยิ่งใหญ่ เป็นระเบียบ ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ว่านี้หรือคือวัดพระธรรมกาย เราไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้จากที่ไหนที่จะยิ่งใหญ่แบบนี้ ทำได้อย่างไรนี่ !!! คิดในใจ อ้อ ศรัทธา และความเชื่อ แต่ทำให้เราซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา รู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก นี่หรือคือวัดที่เราได้ยินกรอกหูว่า วัดนอกคอก วัดมาร ทำได้ดีขนาดนี้เลยหรอ หรือวัดนี้เขาดีจริงๆ ทำให้เราต้องอยากไปพิสูจน์ด้วยตนเอง

จะมีฉากที่นักวิชาการ ได้พูดประมาณว่า พุทธ แบบ ธรรมกาย กับพุทธ แบบเถรวาท มันไม่เหมือนกัน พุทธแบบธรรมกาย เขาสร้างคำสอนของเขา และถ้าเติบโตขึ้นมา อาจทำให้พุทธแบบเถรวาท เลือนหายไปได้ เสมือนว่า ธรรมกายอาจเป็นต้นตอของปัญหา

หนังไทย
การจับกุมของ DSI ก็มีการพูดของวัด ว่าเขาก็พร้อมจะรับฟังข้อกฎหมาย แต่กฎหมายต้องเป็นธรรมด้วย และทางฝั่งของ DSI ก็พูดถึง กฎหมายพิเศษ ที่ต้องดำเนินการต่อเจ้าอาวาสวัด หรือพระธัมมชโย และในฉากที่มีกลุ่ม DSi เข้าไปบุกวันนั้น มีตำรวจไปประมาณ 6,000 คน และมีกลุ่มของลูกศิษย์นั่งขวางไว้ ทำให้มีคำถามในใจว่า คดีนี้ มันต้องขนาดนี้เชียวหรือนี่ หรือว่ามันสมควรต้องรีบดำเนินการ คือก็ไม่ได้ข้อมูลเชิงลึกอะไรมากมาย แต่ตอนนี้ รู้สึกว่า ทางสายกลาง อาจดีที่สุด และจะรูดีมากขึ้นไปอีกคือ สงสัยว่า ต้องไปลองสัมผัสเข้าไปวัดนี้ ด้วยตนเองซะแล้ว

สรุป
หนังเรื่อง เอหิปัสสิโก ‘Come and See’ เป็นหนังเชิงสารคดี ที่น่าดูเรื่องหนึ่ง ทำให้เราได้คิดตลอดทั้งเรื่อง มีการนำเสนอที่เป็นกลาง นำเสนอในหลายแง่มุม ทั้งในแง่มุมของผู้ที่เลื่อมใส ศรัทธา ต่อวัดพระธรรมกาย และผู้ที่ต่อต้านวัดพระธรรมกาย รวมไปถึง การสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ เช่นลูกศิษย์วัดที่ออกจากวัด และกลายเป็นผู้ต่อต้าน รวมไปถึง นักวิชาการทางศาสนา ก็ได้มาให้ความรู้ ความเข้าใจ และความคิดเห็นต่างๆ เรียกได้ว่า เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว